
พนักงานไอริชหวั่นภัยไซเบอร์รุนแรง ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนในไอร์แลนด์ หลังผลการสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากมองว่าเหตุการณ์โจมตีทางดิจิทัลครั้งใหญ่เป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ในอนาคตอันใกล้ ไม่ใช่คำถามว่า จะเกิดหรือไม่ แต่เป็น จะเกิดเมื่อใด
พนักงานไอริชหวั่นภัยไซเบอร์รุนแรง รัฐและองค์กรอาจเผชิญบททดสอบใหญ่ในปีนี้
ข้อมูลดังกล่าวมาจากงานวิจัยของ Landmark Technologies ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของพนักงาน 1,000 คนทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2026 ท่ามกลางบริบทที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความซับซ้อนมากขึ้นทุกปี
ความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศอยู่ในระดับต่ำ
หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนความกังวลได้ชัดเจนที่สุดคือ พนักงานชาวไอริชถึง 52 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าภาครัฐจะต้องเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงภายในปีนี้ ขณะเดียวกัน 61 เปอร์เซ็นต์มองว่าไอร์แลนด์มีความพร้อมน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป เมื่อพูดถึงการรับมือกับภัยคุกคามทางดิจิทัล
มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีและการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง
AI กลายเป็นตัวแปรเสี่ยงอันดับหนึ่ง
เมื่อเจาะลึกถึงประเภทของภัยคุกคาม สิ่งที่พนักงานกังวลมากที่สุดไม่ใช่แฮกเกอร์แบบเดิมอีกต่อไป แต่คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในทางที่ผิด
ผลสำรวจระบุว่า 87 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า การโจมตีแบบฟิชชิงที่ใช้ AI ซึ่งมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยาก เป็นความท้าทายสำคัญในปีที่จะมาถึง ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน พนักงานยังกังวลเกี่ยวกับอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ AI ในการขโมยข้อมูลขององค์กร
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ การหลอกลวงด้วยภาพหรือวิดีโอปลอมที่สร้างโดย AI และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ในระบบขององค์กร
การโจมตีไซเบอร์กลายเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน
อีกประเด็นที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ การโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานไปแล้ว
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พนักงานถึง 80 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าเคยเผชิญเหตุการณ์หรือความพยายามโจมตีทางไซเบอร์ในที่ทำงาน และเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าเจอมากกว่าหนึ่งครั้ง สิ่งนี้ทำให้ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า องค์กรของตนมีโอกาสเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหลภายในปีข้างหน้า
“คนใน” ยังเป็นความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกล แต่ปัจจัยด้านมนุษย์ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ พนักงาน 61 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าบุคลากรภายในจะยังเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอันดับหนึ่งขององค์กร
ข้อมูลจากการวิจัยยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้ เมื่อพนักงานหนึ่งในแปดคนยอมรับว่าเคยคลิกลิงก์หรือไฟล์แนบที่เป็นอันตรายโดยไม่รายงานให้ผู้ดูแลระบบทราบ และมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ระบุว่าองค์กรของตนเคยมีข้อมูลลับถูกขโมย
ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริหารระดับสูงที่ตกเป็นเป้าของการหลอกลวงทางไซเบอร์ และกรณีที่พนักงานนำข้อมูลลับออกไปหลังลาออกจากองค์กร
เสียงเตือนถึงภาคธุรกิจและผู้มีอำนาจตัดสินใจ
เคน เคลเลเฮอร์ กรรมการผู้จัดการของ Landmark Technologies ระบุว่า ผลวิจัยครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนสำหรับทุกภาคส่วน
เขาเน้นว่า องค์กรจำเป็นต้องเปิดพื้นที่การสื่อสารกับพนักงานอย่างจริงจัง เสริมสร้างการรับรู้ ปรับปรุงระบบป้องกัน และได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่ AI ถูกใช้ทั้งในเชิงโจมตีและป้องกัน
สรุป
ภาพรวมจากผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับไอร์แลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่างต้องเผชิญความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมเชิงรุก การลงทุนในระบบความปลอดภัย และการยกระดับความตระหนักของพนักงาน
จึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่ต่างจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในด้านอื่น ๆ ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว ก็คล้ายกับการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการบริหารองค์กรหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง betflik168 ที่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการป้องกันในทุกมิติ
